“ปวดประจำเดือน” ไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงต้องทนเสมอไป

เนื่องในโอกาสของ International Women’s Health Day และ Menstrual Hygiene Day ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิง หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จำนวนมาก คือ “อาการปวดท้องประจำเดือน” หรือ Dysmenorrhea
แม้อาการดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงหลายคน แต่ในความเป็นจริง อาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงสามารถรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน รวมถึงสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตโดยรวมได้
สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน
อาการปวดท้องประจำเดือนแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1. Primary Dysmenorrhea
หรืออาการปวดประจำเดือนที่ไม่ได้เกิดจากโรคทางนรีเวชอื่น พบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์
สาเหตุสำคัญเกิดจากการหลั่ง “พรอสตาแกลนดิน” (Prostaglandins) ในเยื่อบุโพรงมดลูกมากเกินไปในช่วงมีประจำเดือน ทำให้มดลูกบีบตัวรุนแรง เกิดภาวะขาดเลือดชั่วคราวบริเวณกล้ามเนื้อมดลูก ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องน้อย ปวดหลัง คลื่นไส้ หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย
2. Secondary Dysmenorrhea
เป็นอาการปวดประจำเดือนที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis), เนื้องอกมดลูก หรือภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ ซึ่งมักมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และควรได้รับการประเมินจากแพทย์
แนวทางการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
แนวทางดูแลอาการปวดประจำเดือนมีหลายรูปแบบ เช่น
- การพักผ่อนให้เพียงพอ
- การประคบร้อน
- การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
- การใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิดชนิดรับประทาน
ในปัจจุบัน “ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม” (Combined Oral Contraceptives; COCs) ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนซ้ำเป็นประจำ
บทบาทของฮอร์โมน Desogestrel 0.15 mg + Ethinylestradiol 0.02 mg
✅สูตรฮอร์โมนรวมที่ประกอบด้วย
Desogestrel 0.15 mg +Ethinylestradiol 0.02 mg
เป็นสูตรที่มีข้อบ่งใช้เกี่ยวกับการคุมกำเนิด และสามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดท้องประจำเดือนได้
ข้อมูลจากการศึกษาเชิงสังเกต (Observational Study)
มีการศึกษาประเมินผลของยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่ประกอบด้วย ethinylestradiol 20 mcg/desogestrel 150 mcg ในสตรีที่มีอาการปวดประจำเดือนและต้องการคุมกำเนิด ภายหลังการใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 รอบเดือน พบว่า
ระดับความปวดเฉลี่ย (VAS; Visual Analogue Scale) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 6.8 เหลือ 1.8
ความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดลดลง จาก 100% เหลือ 41%
สัดส่วนของผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนจนกระทบกิจวัตรประจำวัน ลดลงจาก 73% เหลือ 10%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การใช้ฮอร์โมนสูตรนี้อาจช่วยลดทั้ง “ความรุนแรงของอาการปวด” และ “ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต” ของผู้หญิงที่มีภาวะปวดประจำเดือนได้
กลไกที่ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
ฮอร์โมนรวมออกฤทธิ์โดย
- ยับยั้งการตกไข่
- ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง
- ลดการสร้าง Prostaglandins
เมื่อระดับ Prostaglandins ลดลง การบีบตัวของมดลูกจะลดลงตาม ส่งผลให้อาการปวดประจำเดือนลดความรุนแรงลงได้
นอกจากนี้ สูตรที่มี Ethinylestradiol ในขนาดต่ำ 0.02 mg ยังช่วยลดปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ได้รับ ขณะที่ Desogestrel เป็นโปรเจสตินรุ่นใหม่ที่มีความจำเพาะต่อโปรเจสเตอโรนสูง จึงได้รับความนิยมในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดและการควบคุมอาการที่เกี่ยวข้องกับรอบเดือน
ผู้ที่อาจเหมาะกับการใช้ฮอร์โมนชนิดนี้
- ผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ
- ผู้ที่ต้องใช้ยาแก้ปวดทุกเดือน
- ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดร่วมด้วย
- ผู้ที่มีอาการปวดจนกระทบการเรียนหรือการทำงาน
‼️อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ยาคุมกำเนิดควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติโรคหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ หรือมีข้อห้ามใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน
เพราะสุขภาพประจำเดือน คือส่วนหนึ่งของสุขภาพผู้หญิง
ในโอกาสวันสุขภาพสตรีสากลและวันสุขอนามัยประจำเดือนโลก การใส่ใจสุขภาพประจำเดือนไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเล็ก อาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “อดทน” เสมอไป เพราะปัจจุบันมีทางเลือกในการดูแลและบรรเทาอาการอย่างเหมาะสม
การได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง การเข้าถึงคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ และการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล จะช่วยให้ผู้หญิงสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


