แชร์

ยาเบาหวานกลุ่ม SGLT2-inhibitor กับผลข้างเคียงของทางเดินปัสสาวะ รู้ทันอาการปัสสาวะบ่อย แสบขัด และการติดเชื้อ พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

อัพเดทล่าสุด: 16 ก.ย. 2026
32 ผู้เข้าชม

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลไกของยาทำให้มีน้ำตาลถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น จึงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบริเวณ ทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ ได้ โดยเฉพาะการติดเชื้อราและอาการปัสสาวะบ่อย

SGLT2-inhibitor ทำงานอย่างไร?
โดยปกติ ไตจะกรองน้ำตาลกลูโคสออกมาแล้วดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือดเกือบทั้งหมด
ยา SGLT2-inhibitor จะยับยั้งการดูดกลับกลูโคสที่ไต ทำให้ น้ำตาลส่วนหนึ่งถูกขับออกทางปัสสาวะ

ผลที่เกิดขึ้นคือ
น้ำตาลในเลือด ↓ → น้ำตาลถูกขับออกทางปัสสาวะ ↑ → ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

แต่การมีน้ำตาลในปัสสาวะเพิ่มขึ้น ประกอบกับปริมาณปัสสาวะที่เพิ่มขึ้น อาจเอื้อต่อการเกิดการติดเชื้อบางชนิดได้

ผลข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับทางเดินปัสสาวะ

1.ปัสสาวะบ่อย หรือปริมาณปัสสาวะเพิ่มขึ้น
ในช่วงเริ่มใช้ยา ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่า
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น
  • ปัสสาวะช่วงกลางคืนมากขึ้น
  • กระหายน้ำมากขึ้น
  • ปัสสาวะมีปริมาณมากขึ้น

อาการเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กลูโคสถูกขับออกทางปัสสาวะและดึงน้ำออกไปด้วย จึงเป็นผลจากกลไกของยา ไม่ได้หมายความว่าเกิดการติดเชื้อเสมอไป

คำแนะนำ: ดื่มน้ำให้เพียงพอตามความเหมาะสม และระวังภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้ยาขับปัสสาวะร่วมด้วย

2. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI)

ผู้ที่ใช้ SGLT2-inhibitor อาจพบการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ และข้อมูลของ American Diabetes Association ระบุว่าความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่มีประวัติติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อยหรือมีการติดเชื้อรุนแรงมาก่อน

อาการที่ควรสังเกต ได้แก่

  • ปัสสาวะแสบหรือขัด
  • ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
  • ปวดหรือรู้สึกไม่สบายบริเวณท้องน้อย
  • ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นผิดปกติ
  • มีเลือดปนในปัสสาวะ
  • มีไข้ หรือหนาวสั่น
หากมี ไข้สูง หนาวสั่น ปวดบริเวณหลังหรือเอว หรือมีอาการป่วยมาก ควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่ลุกลามขึ้นไปยังไตได้

3. การติดเชื้อราบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์

นี่เป็นผลข้างเคียงที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

เนื่องจาก SGLT2-inhibitor ทำให้มีน้ำตาลในปัสสาวะเพิ่มขึ้น จึงอาจเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ทำให้เกิด genital mycotic infection ได้ โดยพบได้บ่อยกว่าการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และพบได้มากกว่าในผู้หญิง

ในผู้หญิง อาจพบ
  • คันบริเวณช่องคลอดหรืออวัยวะเพศ
  • แสบร้อน
  • มีตกขาวผิดปกติ
  • ตกขาวขาวข้นคล้ายแป้ง
  • เจ็บหรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ

ในผู้ชาย อาจพบ

  • คันหรือระคายเคืองบริเวณปลายอวัยวะเพศ
  • ผื่นแดง
  • บวม
  • มีคราบหรือสารคัดหลั่งผิดปกติ
  • อาการคล้าย balanitis

โดยทั่วไปการติดเชื้อราส่วนใหญ่มีความรุนแรงไม่มากและสามารถรักษาได้ แต่หากเป็นซ้ำบ่อย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินความเหมาะสมของการใช้ยา

ใครควรระวังเป็นพิเศษ?
ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากมีประวัติ

  • ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย
  • ติดเชื้อราบริเวณอวัยวะเพศซ้ำ ๆ
  • เคยมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่รุนแรง
  • มีภาวะขาดน้ำง่าย
  • ใช้ยาขับปัสสาวะร่วมด้วย
  • เป็นผู้สูงอายุหรือมีความดันโลหิตต่ำ
ในผู้ที่มีประวัติติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำหรือรุนแรง ควรประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ของยาเป็นรายบุคคล

 ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อต้องใช้ SGLT2-inhibitor?
1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อน มีไข้ อาเจียน หรือท้องเสีย

2. ดูแลความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ
รักษาความสะอาดและทำให้บริเวณดังกล่าวแห้ง หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง

3. ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
และควรสังเกตความผิดปกติของปัสสาวะเป็นประจำ


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้