ยาเบาหวานกลุ่ม SGLT2-inhibitor กับผลข้างเคียงของทางเดินปัสสาวะ รู้ทันอาการปัสสาวะบ่อย แสบขัด และการติดเชื้อ พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลไกของยาทำให้มีน้ำตาลถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น จึงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบริเวณ ทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ ได้ โดยเฉพาะการติดเชื้อราและอาการปัสสาวะบ่อย
SGLT2-inhibitor ทำงานอย่างไร?
โดยปกติ ไตจะกรองน้ำตาลกลูโคสออกมาแล้วดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือดเกือบทั้งหมด
ยา SGLT2-inhibitor จะยับยั้งการดูดกลับกลูโคสที่ไต ทำให้ น้ำตาลส่วนหนึ่งถูกขับออกทางปัสสาวะ
ผลที่เกิดขึ้นคือ
น้ำตาลในเลือด ↓ → น้ำตาลถูกขับออกทางปัสสาวะ ↑ → ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
แต่การมีน้ำตาลในปัสสาวะเพิ่มขึ้น ประกอบกับปริมาณปัสสาวะที่เพิ่มขึ้น อาจเอื้อต่อการเกิดการติดเชื้อบางชนิดได้
ผลข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับทางเดินปัสสาวะ
ในช่วงเริ่มใช้ยา ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่า
- ปัสสาวะบ่อยขึ้น
- ปัสสาวะช่วงกลางคืนมากขึ้น
- กระหายน้ำมากขึ้น
- ปัสสาวะมีปริมาณมากขึ้น
อาการเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กลูโคสถูกขับออกทางปัสสาวะและดึงน้ำออกไปด้วย จึงเป็นผลจากกลไกของยา ไม่ได้หมายความว่าเกิดการติดเชื้อเสมอไป
คำแนะนำ: ดื่มน้ำให้เพียงพอตามความเหมาะสม และระวังภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้ยาขับปัสสาวะร่วมด้วย
2. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI)
ผู้ที่ใช้ SGLT2-inhibitor อาจพบการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ และข้อมูลของ American Diabetes Association ระบุว่าความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่มีประวัติติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อยหรือมีการติดเชื้อรุนแรงมาก่อน
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่
- ปัสสาวะแสบหรือขัด
- ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
- ปวดหรือรู้สึกไม่สบายบริเวณท้องน้อย
- ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นผิดปกติ
- มีเลือดปนในปัสสาวะ
- มีไข้ หรือหนาวสั่น
3. การติดเชื้อราบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์
นี่เป็นผลข้างเคียงที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
เนื่องจาก SGLT2-inhibitor ทำให้มีน้ำตาลในปัสสาวะเพิ่มขึ้น จึงอาจเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ทำให้เกิด genital mycotic infection ได้ โดยพบได้บ่อยกว่าการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และพบได้มากกว่าในผู้หญิง
ในผู้หญิง อาจพบ
- คันบริเวณช่องคลอดหรืออวัยวะเพศ
- แสบร้อน
- มีตกขาวผิดปกติ
- ตกขาวขาวข้นคล้ายแป้ง
- เจ็บหรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ
ในผู้ชาย อาจพบ
- คันหรือระคายเคืองบริเวณปลายอวัยวะเพศ
- ผื่นแดง
- บวม
- มีคราบหรือสารคัดหลั่งผิดปกติ
- อาการคล้าย balanitis
โดยทั่วไปการติดเชื้อราส่วนใหญ่มีความรุนแรงไม่มากและสามารถรักษาได้ แต่หากเป็นซ้ำบ่อย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินความเหมาะสมของการใช้ยา
ใครควรระวังเป็นพิเศษ?
ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากมีประวัติ
- ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย
- ติดเชื้อราบริเวณอวัยวะเพศซ้ำ ๆ
- เคยมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่รุนแรง
- มีภาวะขาดน้ำง่าย
- ใช้ยาขับปัสสาวะร่วมด้วย
- เป็นผู้สูงอายุหรือมีความดันโลหิตต่ำ
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อต้องใช้ SGLT2-inhibitor?
1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อน มีไข้ อาเจียน หรือท้องเสีย
2. ดูแลความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ
รักษาความสะอาดและทำให้บริเวณดังกล่าวแห้ง หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง
3. ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
และควรสังเกตความผิดปกติของปัสสาวะเป็นประจำ


